| 프로필<º))))><.·´¯`akejung¸.·´...사진블로그리스트 | 도움말 |
|
2005-12-10 ยุคดิจิทัลของ 'ดินแดนจอมนาง' 16 พฤศจิกายน 2548 07:39 น. และหากจะวัดกันจริงๆ ว่าอะไรคือหลักไมล์แรกของอาการฮิตวัฒนธรรมเกาหลีแล้วนั้น การแพร่ภาพของซีรีส์โรแมนติกอย่าง autumn in my heart น่าจะเป็นต้นทางที่ชัดเจนที่สุด ซีรีส์เรื่องนี้ถูกนำมาฉายโดยไอทีวีในโครงการเอเชียนซีรีส์ โดยอากาศช่วงค่ำในเวลาที่ผู้คนกลับเข้าบ้านแล้ว ความโรแมนติกก็ดี, อาหารการกินที่ถูกใส่เข้าไปก็ดี, หรือเพลงประกอบ รวมไปถึงฉากหลังที่งดงามและไพเราะก็ดีนั้น กลายเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ autumn in my heart มีเรทติ้งกระฉูด จนทีวีคู่แข่งของไอทีวีต้องรีบจับจองซีรีส์เรื่องอื่นๆ กลางปี 2001 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาหลี จับจุดนี้ออก เดินหน้านำเอาโชว์ทางวัฒนธรรมมาแสดงถึงโรงแรมดุสิตธานี ที่เป็นไฮไลต์ก็คือ การแสดงเพอร์คัสชั่นด้วยการสับผักและเครื่องครัว ช่วงปลายปี 2001 ร้านค้าของวัยรุ่นแถวสยาม ไหวตัวทัน เปลี่ยนคอนเซปต์พรีเซ้นท์สินค้าจากเกาหลีแทนญี่ปุ่นที่เคยทำมา ต้นปี 2002 ซีรีส์หลายเรื่องดาหน้าเข้ามาฉายในบ้านเรา ไล่ๆ กับ DVD หนังเกาหลีที่แอบวางขายตามแผงใต้ดิน และติดอันดับขายดีอยู่นาน (one fine spring day, christmas in august ฯลฯ) ตกถึงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน หนังม้ามืดจากเกาหลีเรื่องหนึ่งที่ไม่หวังผลทางการตลาดมากมาย ซึ่งใช้ชื่อว่า my sassy girl ก็เหมือนระเบิดลูกร้อน เพราะกลายเป็นหนังทำเงินอย่างถล่มทลาย พร้อมกับการแจ้งเกิดของนักแสดงอย่าง จอน จีฮุน ไม่ต้องบอกว่าหลังจากเรื่องนี้แล้ว มีหนังเกาหลีอีกกี่สิบเรื่องที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ทันที ระหว่างปี 2001-2002 ธุรกิจหนังซีรีส์บูมอย่างมากในเอเชีย รัฐบาลเกาหลีมีนโยบายสั่งสร้างหนังควบไปกับละครออกขายต่างชาติ อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีถึงช่วงเวลาสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อนโยบาย 3s ที่เน้นเรื่อง sex, show และ scene (รายการทีวี) แตกดอกออกผล สร้างรายได้มากมายต่อเกาหลี ความสำเร็จทั้งหมดที่ว่ามา ทำให้รัฐบาลเกาหลีกระตือรือร้นอย่างมาก มีการส่งสื่อและหน่วยงานออกเดินทางสำรวจความคิดเห็น เพื่อสานต่อความสำเร็จ กลางปี 2003 รูปธรรมที่ชัดเจนมากก็คือ การจัดงานรวมวัฒนธรรมบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโซล และเชิญนักข่าวทั่วโลกเข้าทำข่าว ทุกอย่างมีขึ้นก็ย่อมมีลง และขาลงของวัฒนธรรมเกาหลีก็มาถึง ตลอดปี 2004 อุปสรรคอย่างหนึ่งที่ผู้ผลิตวัฒนธรรมเกาหลีเจอก็คือ แทบไม่มีสินค้าอะไร(ภาพยนตร์,ดนตรีซีรีส์) ที่ประสบความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบก็คือ ความซ้ำซาก(cliche)ของเนื้อหา ..อาการอย่างว่า จะลามมาถึงปี 2005 เมื่อยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่แล้วจู่ๆ กลางปีนี้เอง การมาถึงของ "เรน" ก็สร้างกระแสอีกครั้ง มันเป็นกระแสที่น่าสนใจอย่างแน่นอน เพราะยังไม่ทันที่กระแสของ เรน จะสร่างซาลงไป ซีรีส์ ที่ถูกวางตำแหน่งให้ฉายในปลายปีนี้อย่าง แดจังกึม ก็ปรากฏโฉมขึ้น ผลก็คือ มันกลายเป็นละครที่ประสบความสำเร็จที่มากกว่าซีรีส์ทุกเรื่องเท่าที่มีการฉายมา ด้วยสูตรการเอาอาหาร และการเมือง รวมไปถึงสิ่งซึ่งเป็นอุดมคติมาผสมผสานรวมกัน เกาหลีสืบเชื้อสายมองโกเลีย 47 ล้านคน ภาษาเกาหลีอยู่ในตระกูลอูราล-อัลเทอิก ซึ่งเกี่ยวพันกับภาษามองโกเลีย ฟินนิช และฮังกาเรียน ทุกวันนี้ประชากรชาวเกาหลีทั้งหมดพูดและเขียนภาษาเกาหลีซึ่ง เรียกว่า ฮันกึล :+: ส่วนภาษาไทยจำได้เลาๆ ว่าอยู่ในตระกูลเดียวกับภาษาบาลี สันสกฤต ว่าแต่ตระกูลไหนแล้วหว่า!?! เด็กเกียรตินิยมภาษาไทยแวะมาบอกหน่อยซิ
เพราะเรทติ้งละครก่อนข่าวของช่อง 3 กำลังพุ่ง 'โดนใจ' คอละครให้ตกบ่วงเสน่ห์ แด จัง กึม สาวเกาหลีแห่งราชสำนักเกาหลีโบราณ แสนสวยในชุดฮันบกชุดประจำชาติ ซึ่งมีลักษณะหลวมๆ ถูกตัดเย็บขึ้นเพื่อปกปิดส่วนโค้งส่วนเว้า ตามธรรมชาติของร่างกาย อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมานานนับพันๆ ปี ความสวยงามและความสุภาพในวัฒนธรรมเกาหลี อาจมีส่วนก่อกระแสแผ่นซีดีเพลงเกาหลีถูกถามหาในร้านขายแผ่นเพลงทั่วไปในขณะนี้ ศุภชัย วุฒิชูวงศ์ อาสาพาไปรู้จักดินแดนแห่งกิมจิ แผ่นดินเกิดของแด จัง กึม ปี 2005 หากเราถามคนรุ่นอายุเกิน 30 ปีว่า นึกถึงอะไรเมื่อพูดถึงเกาหลี หลายคนอาจจะนึกถึงสงครามเกาหลี ที่ไทยส่งทหารไปร่วมรบ หรือนึกถึงเพลง อารีดัง แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันนี้กับเด็กรุ่นใหม่ คำตอบที่ได้อาจเป็นชื่อที่คนรุ่นก่อนไม่คุ้นเคย อย่าง จวนจีฮุน วอนบิน แอลจี ล็อตเต้ หรือ เบบี้ว็อก เพียงแค่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสเกาหลีฟีเวอร์ แพร่สะพัดไปในหลายประเทศ ทั้งจากภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ เพลง วัยรุ่นทั่วเอเชียต่างหลงใหลวัฒนธรรมใหม่จากเกาหลี หลายคนแต่งหน้า ทำผมแบบเกาหลี บางคนลงทุนเรียนภาษาเกาหลี เพียงเพื่อให้สามารถทักทายกับดาราคนโปรดของเขา วัยรุ่นจีนบางคนถึงขนาดไปศัลยกรรมใบหน้าให้คล้ายกับดาราเกาหลี ยิ่งไม่น่าเชื่อว่า ประเทศคู่สงครามของเกาหลี อย่างญี่ปุ่น ก็คลั่งไคล้ละครเกาหลี จนรัฐบาลเกาหลีระบุว่า อาจใช้ดาราและละครเป็นสื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน และแม้แต่สถานีโทรทัศน์จากสหภาพพม่า ก็ยังยอมรับว่า ละครเกาหลี ได้รับความนิยมอย่างสูงในพม่า อย่างไรก็ตาม ภายใต้ละครรักสุดฮิตนั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า สถานที่ถ่ายทำสุดโรแมนติกนั้นอยู่ในเกาหลี รถยนต์ที่ใช้ คือ ฮุนได โทรศัพท์มือถือของพระเอกยี่ห้อซัมซุง แม้แต่เพลงประกอบละครก็ยังเป็นภาษาเกาหลี ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลเกาหลีที่จะใช้วัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เรียกว่า Pop Culture เพื่อหารายได้เข้าประเทศ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ระบุว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวไปเกาหลีมากกว่า 5,800,000 คน สร้างรายได้ถึงกว่า 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักได้แก่ ชาวญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา ส่วนคนไทยเราก็ไม่น้อยหน้า ปีที่แล้วไปเยือนถิ่นอารีดังถึง 1 แสนกว่าคน นับเป็นจำนวนที่สูงสุดในรอบ 42 ปี ซึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวสุดฮิต ก็คือ การตามรอยละครรัก พันธุ์เมธ ณ ระนอง ผู้จัดการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ประจำประเทศไทย เล่าถึง ที่มาของการใช้กระแสเกาหลี บุกเบิกการท่องเที่ยวว่า "จังหวัดคังวอนโด เป็นจังหวัดแรกที่เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในช่วงเศรษฐกิจซบเซา โดยร่วมกับสถานีโทรทัศน์ทำละครเรื่อง Autumn in My Heart ซึ่งหลังจากละครออกฉาย ปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น ทั้งในเกาหลีเอง จนถึง จีน ญี่ปุ่น ไทย และอีกหลายประเทศ ถึงขนาดที่ต้องจัดเครื่องบินเช่าเหมาลำพานักท่องเที่ยวมาสัมผัสบรรยากาศสถานที่ถ่ายทำ" หลังจากบรรยากาศโรแมนติกในช่วงฤดูใบไม้ผลิจากละครดัง ดึงดูดคู่รักจำนวนมากให้ไปเยือนเกาหลีได้แล้ว คราวนี้กองถ่ายละครเกาหลีก็เดินหน้าสร้างหนังละครโรแมนติกให้กับทุกฤดู ตั้งแต่ Winter Love Song, Winter Sonata จนถึง One Fine Spring Day ซึ่งทุกเรื่องก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ผู้จัดการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี ประจำประเทศไทย ทิ้งท้ายถึงความสำเร็จในการใช้หนังละคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า "เกาหลีต้องการแนะนำความแตกต่างของเอเชีย คนส่วนใหญ่คิดว่า เอเชียอากาศร้อน แต่ละครเกาหลี ทำให้นักท่องเที่ยวจากเอเชียรู้ว่า สามารถไปเล่นสกี ไปสัมผัสหิมะได้ โดยนั่งเครื่องบินไปไม่ถึง 5 ชั่วโมง " ทำไมถึงต้องเกาหลี? รัฐบาลเกาหลีได้วิจัย สิ่งที่เรียกว่า 'ฮัลริล' หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างเป็นระบบ มีการตั้งกรมวัฒนธรรมร่วมสมัย สังกัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยจุดประสงค์เริ่มต้น คือสร้างวัฒนธรรมสมัยใหม่ให้กับวัยรุ่นเกาหลี เพื่อคานอำนาจกับการครอบงำของวัฒนธรรมตะวันตก ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซ็กซ์ และความรุนแรง และที่สำคัญ คือ เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น ชาติที่เกาหลีเรียกว่า 'ผู้ปกครองทรราชย์' โดยรัฐบาลเกาหลีได้สั่งห้ามนำเข้าสื่อทางวัฒนธรรมทุกชนิดจากญี่ปุ่นอย่างยาวนาน จนเพิ่งมีการยกเลิกเมื่อเดือนมกราคม ปีที่แล้วนี้เอง เจตนารมณ์ของรัฐบาล ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนเกาหลี โดยงานวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลี มักแบ่งชาวเกาหลีในรุ่นต่างๆ ออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ชาวเกาหลีที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น (ค.ศ.1900 -1920) คนกลุ่มนี้ถือเป็นรากฐานของวัฒนธรรมเกาหลีดั้งเดิม แต่เนื่องจากคนรุ่นนี้ได้เสียชีวิตไปเกือบหมดแล้ว อิทธิพลต่อวัฒนธรรมสมัยใหม่จึงมีไม่มากนัก กลุ่มที่สอง คือ ชาวเกาหลีรุ่นสงคราม (ค.ศ.1921-1933) คนรุ่นนี้เติบโตและได้รับการศึกษา ตามที่ญี่ปุ่นจัดให้ และมีบทบาทร่วมสงครามเกาหลี ทำให้มีความรู้สึกต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแรงกล้า คนรุ่นนี้ผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมาอย่างโชกโชน ทั้งชัยชนะในการขับไล่ญี่ปุ่น จนถึงความแร้นแค้นของเศรษฐกิจเกาหลีหลังสงคราม อย่างไรก็ตาม ชาวเกาหลีรุ่นสงครามนี้ ก็ยังห่างไกลจากวัฒนธรรมสมัยใหม่อยู่มาก กลุ่มที่สาม คือ ชาวเกาหลีรุ่นประชาธิปไตย (ค.ศ.1934-1953) ชาวเกาหลีรุ่นนี้เติบโตในช่วงที่สหรัฐอเมริกาปกครองเกาหลี จึงได้สัมผัสทั้งดนตรีของเอลวิส เพลสลีย์ และภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด พวกเขารู้สึกว่า เกาหลีนั้นอ่อนแอเหลือเกิน ซึ่งปมด้อยนี้เองที่เป็นแรงขับดันให้พวกเขาร่วมกันสร้างมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ภายใต้แคมเปญ "เกาหลีทำได้" เพื่อผลักดันให้เกาหลี ก้าวจากตำแหน่งชายขอบของโลก เข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งแคมเปญ "เกาหลีทำได้" นี้มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความภูมิใจในชาติเกาหลี และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมเกาหลีให้โดดเด่นบนเวทีโลก กลุ่มที่สี่ คือ รุ่นหลังสงครามโลก หรือ เบบี้บูมเมอร์ (ค.ศ. 1954-1971) ชาวเกาหลีรุ่นนี้มีโอกาสเห็นการสร้างประชาธิปไตยในเกาหลี หลังได้รับการปกครองคืนจากสหรัฐอเมริกา คนรุ่นนี้คือผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง ผู้กำกับภาพยนตร์ นักดนตรี และศิลปินซึ่งเป็นแกนนำสร้างกระแสเกาหลีทุกวันนี้ ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ในรุ่นนี้ อย่างไรก็ตามผลงานของคนรุ่นนี้ก็ยังคงมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมอเมริกัน และญี่ปุ่นอยู่มาก ชาวเกาหลี 2 รุ่น สุดท้ายที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่มากที่สุด ได้แก่ ชาวเกาหลีในช่วง ค.ศ.1972-1981 ซึ่งเรียกว่า รุ่นแห่งความเงียบ และคนรุ่นใหม่ของเกาหลี ตั้งแต่ ค.ศ.1982 เป็นต้นมา ที่เรียกว่า รุ่นเน็ตเวิร์ค ชาวเกาหลีรุ่นแห่งความเงียบ คือผู้ริเริ่มวัฒนธรรมป๊อปของเกาหลี พวกเขาเติบโตขึ้นมาในยุควัตถุนิยม ไม่มีความสนใจในการเมืองมากนัก และใช้เวลาหมกมุ่นอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์ และการ์ตูน การก่อร่างสร้างวัฒนธรรมของชาวเกาหลีรุ่นแห่งความเงียบ ถูกสานต่อโดย เด็กเกาหลีรุ่นเน็ตเวิร์ค ที่ใช้ชีวิตออนไลน์เกือบตลอดเวลา เด็กเกาหลีรุ่นใหม่นี้ถือเป็นเจ้าของวัฒนธรรมป๊อปตัวจริง พวกเขาฟังเพลงที่ผลิตในเกาหลี ใช้ภาษาเกาหลีเล่นอินเทอร์เน็ต เด็กเกาหลีรุ่นเน็ตเวิร์คบริโภควัฒนธรรมป๊อปเกาหลีด้วยความคุ้นเคยและภูมิใจ พวกเขาไม่รู้สึกว่าวัฒนธรรมเกาหลีด้อยกว่าใคร และไม่มีแรงผลักดันที่จะสร้างวัฒนธรรมเกาหลีให้เป็นศูนย์กลางโลก เหมือนคนรุ่นเก่า เริ่มต้นจากหนังละคร ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรก ที่ทำให้ชาวเอเชียรู้จักเกาหลีในวงกว้าง คือ เรื่อง Shiri แต่ที่ฮิตสุดๆ น่าจะเป็นเรื่อง Il Mare และ My Sassy girl ส่วนละครต้องยกให้ Autumn in My Heart หลังจากนั้นหนังและละครเกาหลีแนวโรแมนติกจากเกาหลีแทบทุกเรื่อง ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย กนกพร เศรษฐธนบดี อดีตนักศึกษาภาพยนตร์ ที่ได้รับเลือกให้ไปถ่ายทำหนังสั้นที่เกาหลี สรุปสาเหตุที่หนังเกาหลีครองใจคนดูว่า "จุดเด่นของหนังเกาหลี นอกจากฉากสวย โรแมนติกแล้ว คือ การโฟกัสเนื้อเรื่องอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระเอก นางเอก ซึ่งจะแตกต่างจากละครไทยที่ต้องแจกบทให้ตัวประกอบหลายๆ คน บทของหนังใส่ใจกับรายละเอียด โดยจะผูกปมไว้ระหว่างทาง แต่มาเฉลยตอนท้าย คือทุกอย่างออกแบบไว้แล้วให้มีความหมายแฝง นอกจากนี้หลายเรื่อง นางเอกจะเป็นคนธรรมดา อาจสวยสู้นางร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่นี่ก็คือตัวแทนของคนดูส่วนใหญ่ ที่เป็นคนเดินดิน ที่มีฝันอยากจะประสบความสำเร็จ หรือไต่เต้าข้ามชนชั้นได้" เอกลักษณ์อีกอย่างของหนังเกาหลี คือ มักจะพูดถึงเรื่องของความบังเอิญ การข้ามเวลา พรหมลิขิต ซึ่งหากวิเคราะห์แล้ว อาจเป็นไปได้ว่า สะท้อนส่วนลึกของชาวเกาหลี ที่ถึงแม้เพิ่งรุ่งเรืองมาไม่กี่ปี แต่ก็มียังปมขัดแย้งที่สำคัญ คือ การแบ่งแยกเกาหลีเหนือ-ใต้ ที่คนเกาหลีส่วนใหญ่หวังให้มีพรหมลิขิต หรือย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ประเทศปรองดองกัน กนกพร ยังพูดถึง ความสำเร็จของหนังเกาหลีอีกส่วนหนึ่ง ว่ามาจากการทำการตลาด "หนังเกาหลีไม่ว่าโปสเตอร์ หรือแม้แต่ปกซีดี ทุกอย่างถูกออกแบบอย่างใส่ใจ รูปที่ใช้เป็นรูปที่ถ่ายขึ้นใหม่ ไม่ใช่รูปจากในหนัง บางเรื่องถึงขนาดทำกล่องซีดีเป็นกล่องไม้ ทุกอย่างทำมาเพื่อการเก็บสะสม" อย่างไรก็ตาม กนกพร ย้ำว่า ความจริงแล้วหนังละครเกาหลีมีหลากหลายมาก มีทุกแนวตั้งแต่หนังอาร์ต เซ็กซ์ สงคราม หรือศาสนา แต่ที่หนังรักและโรแมนติกยึดกระแสหลักได้ ก็เพราะความดูง่าย เข้าใจง่ายสำหรับคนส่วนใหญ่นั่นเอง ขยายฐานสู่วรรณกรรม หลังจากหนังและละครเกาหลีเปิดตัวอย่างสวยงามในไทยแล้ว ต่อมาวรรณกรรมเกาหลีก็เริ่มเกาะกระแสตามมา นภาศรี สุวรรณโชติ หรือ โอ ฮา อึน สาวลูกครึ่งไทย-เกาหลี เจ้าของผลงานแปลนิยายเกาหลีหลายเล่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของนิยายเกาหลีในไทย ว่า "ความนิยมในนิยายเกาหลี เริ่มจากกระแสของละคร หนัง และเพลงเกาหลีที่เริ่มติดหูคนไทยมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มมีการแปลนิยายของเกาหลีเป็นภาษาไทย กระแสของนิยายเกาหลีก็คงคล้ายๆกับกระแสของการ์ตูนตาหวานของญี่ปุ่นสมัยก่อน ที่จะวาดรูปนางเอกตาโตๆ เป็นประกาย เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่อง รักโรแมนติก ซึ่งคนเอเชียจะชอบและคุ้นเคย" สำนักพิมพ์ที่เรียกว่า เป็นเจ้าตลาดนิยายเกาหลี คือ สำนักพิมพ์แจ่มใส โดยผลงาน 2 เล่มแรกอย่าง 'หนุ่มฮอตสาวเฮี้ยวรักเปรี้ยวอมหวาน' และ 'สาวใสหนุ่มซ่าตามล่าหารัก' มียอดพิมพ์ทะลุแสนเล่มและพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 7 แล้ว จนทำให้เกิดแบรนด์ 'Jamsai Love Story' ที่การันตีว่าเป็นเรื่องแปลจากเกาหลี และเรื่องจากนักเขียนไทยที่อิงสไตล์เกาหลี ศศกร วัฒนาสุทธิวงศ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์แจ่มใส ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Positioning ถึงความสำเร็จของนิยายเกาหลีว่า "น่าจะเป็นเพราะเรื่องภาษา มีคนเป็นภาษานี้น้อยมาก และหนังสือแนวนี้ไม่ได้ติดเบสต์เซลเลอร์ของเกาหลี ในขณะที่สำนักพิมพ์อื่นอาจจะเลือกหนังสือที่ติดชาร์ท ทำให้พอคเก็ตบุ๊คแนวนี้ที่เมืองไทยส่วนใหญ่จะเป็นแนวเครียดหน่อย หรือว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ถ้าแนวโรแมนติกใสกิ๊ก วัยรุ่น ยังไม่มีเลย " อย่างไรก็ตาม ระยะหลังนิยายเกาหลีเริ่มมีที่มาจากคอลัมน์ที่เขียนลงในอินเทอร์เน็ต หลายเรื่องเป็นแนวที่เรียกว่า "ยับกิ" ซึ่งหมายถึงการแสดงออกของคนเกาหลีที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านความรุนแรงและแปลกประหลาด ทำให้ภาพลักษณ์โรแมนติกของคนเกาหลีเปลี่ยนไป ในฐานะคนที่คุ้นเคยทั้งวัฒนธรรมไทยและเกาหลี นภาศรี ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า "ความจริงแล้ว ภาพลักษณ์ของคนเกาหลีที่เสนอในนิยายหรือหนังละครเป็นแค่มุมมุมหนึ่ง อย่างบางเรื่องที่ตบหัวกันเละเทะนั้น เด็กๆ ที่มาเรียนภาษาเกาหลีก็ถามว่า คนเกาหลีจริงๆ รุนแรงอย่างนั้นรึเปล่า ซึ่งที่จริงแล้วนั่นก็เป็นแค่ในละคร คนเกาหลีจริงๆ แล้วจะจริงจังมาก เพราะมีการแข่งขันกันสูง ชีวิตเร่งรีบ คำที่ติดปากคนเกาหลี คือ เร็วหน่อยๆ " แนวรบใหม่ เกมออนไลน์ นอกจาก หนัง ละคร และเพลงแล้ว ดาวรุ่งดวงใหม่ในวงการวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี คือ เกมออนไลน์ ซึ่งสร้างรายได้แซงหน้าสื่อทางวัฒนธรรมอื่นๆ ของเกาหลีไปแล้ว เกมอย่าง แร็กนาร็อค, รีเนจ และ ซีลออนไลน์ ทำให้เด็กในหลายประเทศติดกันงอมแงม ถึงขนาดที่รัฐบาลต้องออกมาแสดงความเป็นห่วง พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทเกมโนลิมิต ผู้สร้างสรรค์เกมจากภาพยนตร์ดังเรื่อง 'ต้มยำกุ้ง' เล่าถึง เส้นทางที่เกาหลีก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเบอร์หนึ่งของวงการเกมออนไลน์ว่า "แต่เดิมผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเกม คือ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตเกมคอนโซล (หมายถึง เกมที่เล่นผ่านเครื่องเล่นเกม เช่น play station และ X-box) แต่ปัญหาที่พบคือ การละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้น เกาหลีจึงสร้างมิติใหม่ในการเล่นเกม ด้วยการสร้างเกมออนไลน์ ที่มีรายได้จากค่าชั่วโมงเล่นเกม โดยรัฐบาลเกาหลีได้สนับสนุนผู้สร้างสรรค์เกมเอกชนในทุกเรื่อง และตั้งเป็นวาระแห่งชาติว่าจะใช้อุตสาหกรรมไอที เป็นหัวหอกส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีไปทั่วโลก" สิ่งที่รัฐบาลเกาหลีสนับสนุน นอกจากการสร้างโครงสร้างระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ดีเยี่ยมแล้ว รัฐบาลยังจัดตั้ง Korean game academy และ Korean game industry park ซึ่งสนับสนุนทั้งเรื่องการสอนออกแบบกราฟฟิก การสร้างเนื้อเรื่องเกม สร้างตัวละคร และที่สำคัญ คือ จัดทำ game engine ให้กับผู้สร้างสรรค์เกมนำไปใช้ได้ฟรีๆ ซึ่ง game engine คือ โครงสร้างพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมเกม ทำให้ผู้ผลิตเกมนำไปต่อยอดสร้างเป็นเกมได้อย่างรวดเร็ว พงศ์สุข ซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรรายการ "ไอที จีเนียส" ด้วย ให้ความเห็นถึงความโดดเด่นของเกมจากแดนโสม ว่า "เกมของเกาหลีประสบความสำเร็จ จากการวางระบบที่ดีเยี่ยม คือ เล่นง่าย ใช้สเปคของเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สูงมากนัก ส่วนเนื้อเรื่อง ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ แต่ก็เข้าใจง่าย เป็นจินตนาการสากล ตัวละครก็สวยน่ารัก ทำให้เกมเกาหลีถูกใจทุกเพศทุกวัย เพราะไม่มีเนื้อเรื่องที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงอย่างโดดเด่น ไม่กดดันคนเล่น จะหยุดเล่นเมื่อไรก็ทำได้ บางเกมเป็นแค่การเล่นซ่อนหา แต่ด้วยการสร้างสรรค์ภาพ เนื้อเรื่อง และตัวละคร ก็ทำให้เล่นได้สนุก" สื่อวัฒนธรรมจากเกาหลี กำลังถูกพิสูจน์ว่า ความนิยมที่ได้รับจะเป็นเพียงกระแสชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ที่เกิดจากความใหม่และการออกแบบที่ดีเยี่ยม หรือว่าจะเติบโตท้าทายวัฒนธรรมจากฮอลลีวู้ด แต่คำถามที่สำคัญกว่า ก็คือ ฝันหวานและโรแมนติกที่สื่อวัฒนธรรมเกาหลีสร้างขึ้นนั้น ตอบสนองความต้องการในโลกของความจริงแค่ไหน โดยอาจเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว อย่างความสัมพันธ์ระหว่าง เกาหลีเหนือ-ใต้ ก็ได้
***ประวัติศาสตร์ *** โค-โชซอน (สถาปนาเมื่อ 2333 ปี ก่อน ค.ศ. )
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจจุดประกาย |
|
|